บทที่ 1 บทนำ
“อะไรนะ เดี๋ยว... เดี๋ยว ฉันว่าฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยน้า! ทำไมต้องอุ้มกันด้วย ฉันเดินเองได้แมนนี่!”
เสียงโวยวายดังลั่นนั้นมาจากผู้หญิงร่างเล็กในอ้อมกอดของผู้ชายตัวโต ที่กำลังอุ้มเธอออกมาจากตึกสำนักงานใหญ่เกลนนอนแบงก์ในแมนฮัตตัน หนึ่งในห้าโบโรฮ์ของนิวยอร์กซิตี้ ศูนย์กลางของธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก่อนที่ ‘พวกเขา’ จะปล่อยเธอลงยืนบนทางเดินเท้าหน้าตึกนั่น
หญิงสาวตัวเล็กหน้าตาน่ารักหยุดโวยวาย และหันมาจ้องผู้ชายสามคนที่ยืนล้อมเธออยู่ พวกเขาเป็นหนุ่มหล่อผิวขาวผมทองตาสีฟ้าและล่ำบึ้กในชุดสูทสีดำสวมหูฟังและมีไมค์เล็กๆ ติดที่ปกเสื้อเชิ้ตตัวใน
อันนา คือชื่อของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งตอนนี้กำลังพยายามอย่างมากกับการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษที่เธอว่า เธอใช้มันได้คล่องและถูกต้องเหมือนภาษาแม่เลยทีเดียว!
“แมนนี่! คำถามนี้คุณต้องแจ้งเจ้าตัวเขาก่อนนะถึงจะให้คำตอบฉันได้ ไม่ใช่ฟังปุ๊บแล้วตอบปั๊บแบบนี้!”
“มิสฟังไม่ผิดแน่นอนครับ มิสเตอร์เกลนนอนไม่ให้มิสเข้าพบด้วยกรณีใดๆ ทั้งสิ้น”
เสียงประกาศดังชัดจากแมนนี่ จอห์นสัน หนึ่งในบอดีการ์ดกึ่งเลขาส่วนตัวของเจ้าของเกลนนอนแบงก์ ซึ่งคุ้นเคยกันดีกับคนที่ถูก ‘เชิญ’ ด้วยการหิ้วปีกออกมาจากตึก
อันนา กานดิศ นักข่าวสาวของ นิว นีเดอแลนด์ ทริบูน นึกไม่ถึงกับประโยคนี้ เธอหน้าชา
ไม่ให้เข้าพบ!
ใช่! เธอรู้ เธอมันก็แค่... ผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับ ‘ผู้ชายคนนั้น’ มากมายนัก แต่ให้ตายเธอนึกไม่ถึงว่าเขาจะทำเช่นนี้ เพราะอย่างน้อยครั้งหนึ่ง เธอกับเขาก็ถือว่าเป็น ‘มิตร’ กัน!
ซึ่งตอนนี้อันนารู้แน่แก่ใจ มันไม่ใช่!!
อันนาได้แต่ฮึดฮัด จะขยับไปไหนก็ไม่ได้ ทั้งยังอายที่ถูกจ้องจากเหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมา หญิงสาวแหงนหน้ามองพวกเขาจนคอตั้งบ่า สองมือยังเท้าสะเอว และใบหน้าเธอร้อนผ่าว ทั้งเนื้อทั้งตัวร้อนอย่างกับโดนน้ำร้อนลวก เมื่อโกรธจนลมออกหู นึกอยากข่วนหน้าเจ้าของคำสั่ง!
“เชิญมิสกลับไปก่อนนะครับ”
แมนนี่ยังคงเชื้อเชิญ เมื่อรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูคันหรูนั่งแสนสบายแล่นเข้ามาจอดเทียบ หนึ่งในสองลูกน้องของเขาตรงไปเปิดประตูรถออกให้อย่างนอบน้อม ซึ่งผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับที่เธอถูกหิ้วออกมา
“แมนนี่ ฉันขอเวลาแค่สิบนาที ไม่ แค่ห้านาทีก็ได้ ฉันแค่อยากบอกเรื่องสำคัญกับมิสเตอร์เกลนนอน”
“ไม่ได้ครับอันนา” เสียงแมนนี่อ่อนลง แววตาแสดงว่าเห็นอกเห็นใจยิ่ง “ผมต้องทำตามคำสั่งครับ คุณเฮคเตอร์ยังไม่ต้องการพบคุณในตอนนี้”
ประโยคนี้เหมือนประจานเธอกลายๆ ว่าเป็นผู้หญิงหน้าด้านหน้าทนที่เฝ้าตื๊อผู้ชาย โดยไม่ดูสารรูปตัวเอง!
“ในตอนนี้ แล้วเมื่อไหร่จะให้ฉันพบได้” หญิงสาวยอมลงให้ แต่พอแมนนี่ส่ายหน้าเธอก็เม้มปากแน่น
“ฉันมา... เพราะมีเรื่องสำคัญที่คิดว่าควรจะแจ้งให้มิสเตอร์เกลนนอนทราบ มันเป็นเรื่องสำคัญมาก-มาก”
“ครับ” แมนนี่ผู้ภักดีของ เฮคเตอร์ พี. เกลนนอน CEO ของ เกลนนอนแบงก์รับคำ บอกย้ำ
“และคุณเฮคเตอร์ก็ยังไม่ประสงค์จะรับฟังเรื่องสำคัญใดๆ ที่คุณกำลังจะบอกในตอนนี้”
เหมือนไม้ตีแสกหน้า อันนาหลับตาลง เธอรู้ เธอไม่มีค่าพอที่จะให้เฮคเตอร์ พี. เกลนนอน สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่...ไม่คิดว่าเขาจะทำถึงขนาดนี้
“แมนนี่ก้มมานี่!” เสียงสั่งเฉียบขาด และชายหนุ่มก็ยอมโน้มตัวลงมา อันนาเขย่งปลายเท้าและยกมือป้องปาก
“ไปบอกเขาว่าฉัน...” เสียงนั้นเบาเกินกว่าคนอื่นจะได้ยิน พอพูดจบหญิงสาวก็กลับมายืนตัวตรง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก บอกเสียงปกติ “ฉันไม่ได้มาเพื่อจะเรียกร้องเงินทองอะไรจากเขา” เสียงกังวานใสเหมือนเสียงนกฮัมมิ่งเบิร์ดสั่นเครือ ชายหนุ่มผู้ฟังแม้สีหน้ายังนิ่งเฉย แต่แววตานั้นแสดงชัดว่าอึดอัด
“ฉันแค่ต้องการให้เขารู้ไว้เท่านั้น ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเขามีสิทธิ์ที่จะรู้”
หญิงสาวร่างเล็กสูงแค่หนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดเซนติเมตรหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึก หน้าอกกระเพื่อมแรงด้วยลมหายใจที่สูดเข้าออก ก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้น
“ฉันพยายามแล้วนะ”
นักข่าวสาวห้าวยกมือขึ้นและชี้หน้าคนที่พูดกับเธอ
“ฉันจะไปและจะไม่มาที่นี่อีก แล้วก็ฝากไปบอกเขาอีกอย่าง” หญิงสาวจิ้มแรงๆ บนแผงอกกว้างหนาของบอดีการ์ดตัวโต “บอกมิสเตอร์เกลนนอนด้วยว่า ต่อจากนี้ขอให้เขาสบายใจ เขาจะไม่ได้เห็นหน้าฉันอีก”
หญิงสาวยิ้มหยันเยาะ เธอชี้มือขึ้นไปตึกชั้นสูงสุด บอกเสียงเบาแทบไม่ได้ยินแต่มันหนักแน่น
“เช่นเดียวกัน อย่าให้เขาไปให้ฉันเห็นหน้า ต่อจากนี้อะไรก็แล้วแต่จะเป็นของฉันคนเดียว เขาไม่มีสิทธิ์!”
อันนาหมุนตัวหันหลังและเดินจากมาโดยเร็ว แม้เสียงของแมนนี่จะร้องเรียกเธอ ทว่านักข่าวสาวไม่สนใจอีกแล้วเธอกำสายกระเป๋าสะพายแน่น ไม่นำพากับรถคันหรูที่จอดรออยู่
“พอกันที ไอ้เรื่องพวกนั้นมันก็แค่ความเพ้อฝัน!”
เสียงหวานพึมพำ รอยเศร้าบนใบหน้าฉายชัดต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ ดวงตาคู่สวยมองเห็นหยดน้ำที่รื้นขึ้นมา
ทุกอย่าง ความผิดพลาดนี้มันเกิดขึ้นเมื่อเกือบสามเดือนที่แล้ว เมื่อเธอดันเสนอตัวอยากสัมภาษณ์ เฮคเตอร์ พี. เกลนนอน ไม่น่าเลย ไม่น่าจริงๆ อันนารำพึงในอก และชั่วกะพริบตา น้ำตาที่รื้นก็กลับแห้งผาก หญิงสาวยืดตัวตรง ตามองไปข้างหน้าอย่างทระนง พร้อมบอกกับตัวเองในใจว่า
ช่างสิ ช่างเขา ช่างหัว...ผู้ชายเฮงซวยอย่างเฮคเตอร์ พี. เกลนนอน!
